สาวกหลวงพ่อสุรศักดิ์เข้ามาแจม [02]


ผมได้เกริ่นนำไปแล้วว่า มีคนตั้งกระทู้ที่พันธุ์ทิพย์ว่า “ทางสายเดียว/ทางสายเอกอย่างไร” และผมได้วิพากษ์วิจารณ์ไป 2-3 บทความหนึ่งแล้ว วันนี้มาว่ากันต่อ

ในบทความที่แล้ว คือ บทความ “สาวกหลวงพ่อสุรศักดิ์เข้ามาแจม [01]” ท่านเจ้าของกระทู้ได้เสวนากับลูกศิษย์ของหลวงพ่อสุรศักดิ์  2  คนคือ คุณ Smiling-girl กับคุณกระต่ายน้อยดัดฟัน

ทั้ง  2  คนนั้น มีลักษณะคล้ายกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ชวนไปหาหลวงพ่อสุรศักดิ์อย่างเดียว

ต่อมา คุณกระต่ายน้อยดัดฟัน ได้เข้ามาให้ความคิดเห็นที่ 18 อีกครั้ง ดังนี้

อยากรู้ไหม สถานที่ปฏิบัติน่ะ รับรองถูกทางชัวร์ ลองไหม  ถ้าไม่ได้คำตอบที่อยากได้ก็ไม่ต้องฝึกต่อ

ขอโทษนะคะ ที่จะออกแนวท้าทาย

เพราะจากการอ่านความเห็นข้างบนของคุณ ต่อให้อธิบายไปคุณก็ไม่เข้าใจหรอก ถ้าคุณไม่เอาตัวคุณไปทดลองเอง

อยากรู้ว่าที่ไหน ก็หลังไมค์ค่ะ

ท่านเจ้าของกระทู้ตอบไป ดังนี้

เรียน คุณกระต่ายน้อยดัดฟัน 

ที่ผมลงทุนมาถามที่นี่ และถูกเขาว่า ถูกเขาดูถูกอยู่ที่นี่ ก็เพราะอยากรู้เป็นแนวๆ ไว้ก่อน  ถ้าคุณรู้ช่วยบอกมาก่อนว่า สติปัฏฐาน 4 เป็นทางสายเดียว/ทางสายเอกอย่างไร

การไปปฏิบัติธรรมนั้น ผมไปแน่  แต่มันต้องลงทุน ต้องเสียเงิน ต้องเสียเวลา  ผมไม่อยากไปผิดที่

ช่วยอธิบายมาก่อนได้หรือไม่

กระต่ายน้อยดัดฟัน ตอบมาดังนี้

อย่ามัวหาคำตอบจากตัวอักษรอยู่เลย!!!

พระพุทธเจ้าท่านทรงเอาตัวเองทดลองสารพัดทางเพื่อดับทุกข์มาหมดแล้ว ไม่ว่าคุณจะปฏิบัติผิดหรือถูก ธรรมะจะพาคุณไปที่ใช่เองในอนาคต

แม้จะเป็นการเริ่มแค่ก้าวเดียว แต่ก็ยังดีกว่าหาคำตอบจากตัวหนังสืออย่างนี้

หากคุณลงมือปฏิบัติ อย่างน้อยคุณจะรู้ด้วยตัวเองว่า สิ่งที่คุณได้มานั้นมันใช่หรือไม่ใช่

ทางใดที่คุณใช้สุตตมยปัญญา หรือจินตามยปัญญา ใคร่ครวญแล้ว ก็ขอให้ตั้งหน้าปฏิบัติ เพื่อให้เกิดภาวนามยปัญญา คำตอบจะอยู่ในนั้น

ปล. คุณบ่อน้ำ คห.11, 11-2, 11-4 ให้คำตอบเคลียร์มากแล้วนะคะ

ถ้าไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณบ่อน้ำตอบ ก็รีบลงมือตัดสินใจเลือกปฏิบัติสักทางเถอะค่ะ ถามมาก อ่านมาก ไม่ตัดสินใจเลือก และปฏิบัติสักทาง ระวังจะ "มึน" นะคะ

ปล.อีกที การปฏิบัติธรรมไม่มีคำว่า ต้องลงทุน ต้องเสียเงิน เสียเวลา นะคะ!!! เว้นแต่จะลองไปปฏิบัติกับจานบิน

ท่านเจ้าของกระทู้ก็ตอบมาอีกที ดังนี้

เรียน กระต่ายน้อยดัดฟัน

โดยหลักการของการศึกษาศาสนาพุทธ มันก็ต้องปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ  ผมสนใจสติปัฏฐาน  4 เพราะว่า ไปนิพพานได้เร็วดี ภายในชาตินี้ก็ไปกันได้ ผมก็ต้องศึกษาปริยัติก่อน

แต่ทุกคนยังให้คำตอบกับผมไม่ได้เลยว่า "สติปัฏฐาน 4 เป็นทางสายเดียว/ทางสายเอกอย่างไร"  แล้วผมจะกล้าเดินทางไปในทางสายนี้หรือ

ผมว่าต้องมีอะไรผิดพลาด คือ
1) คนในนี้ ไม่มีความรู้มากพอที่จะตอบคำถามของผมได้
2) ทุกคนก็รู้กันแค่นั้น ถึงได้อธิบายได้แค่นั้น

อีกอย่างหนึ่ง ผมไม่ใช่สาวกของวัดพระธรรมกาย

จะเห็นว่า ท่านเจ้าของกระทู้พยายามให้กระต่ายดัดฟันอธิบายให้ได้ว่า "สติปัฏฐาน 4 เป็นทางสายเดียว/ทางสายเอกอย่างไร"  แต่กระต่ายดัดฟัน “ตอบไม่ได้

กระต่ายน้อยดัดฟัน ไปไม่เป็น  ก็ตอบมาแบบพวกสมองหมา ปัญญาควายทั้งหลาย รวมถึงพวกวัดธรรมกายด้วย คือ ลองไปปฏิบัติดูก่อน

ผมเห็นด้วยกับเจ้าของกระทู้ คือ ก็พวกคุณยังอธิบายให้เขาเข้าใจไม่ได้ แล้วเขาจะกล้าไปเรียนวิชาของคุณได้อย่างไร

เจอคำถามแบบนั้น  กระต่ายดัดฟันก็หายหน้าไปพักหนึ่ง  เจ้าของกระทู้ก็ไปเสวนากับคนอื่นๆ  กระต่ายน้อยดัดฟันคงตามอ่านมาตลอด แต่ตอบไม่ได้

พอเห็นได้ที จึงเข้ามาให้ความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่ง ในความคิดเห็นที่ 23 ดังนี้

คุณ จขกท. คะ ขอยกข้อความของคุณนะคะ

"ขอบคุณคุณ BlueDelphi มากที่อดทนตอบมาโดยตลอด  แต่คำตอบของท่าน มันก็ยังไม่ใช่ทางสายเดียวอย่างที่ผมคิดไว้

คือ ผมว่า มันน่าจะต้องเหมือนเชือก ที่ต้องผสมปนกันมาเป็นสายเดียวอย่างนั้น  แต่จะเป็นอย่างไร ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกัน"

อยากรู้ว่า ไอ้ที่คิดไว้น่ะถูกหรือเปล่า จะเป็นยังไง มาถึงขนาดนี้แล้ว เลิกถามได้แล้ว เขาบอกจากประสบการณ์การปฏิบัติ

บอกคุณให้ตายคุณก็ไม่เข้าใจหรอก เหมือนเด็กน้อย ผู้ใหญ่บอกว่า ไฟมันร้อนนะ เด็กจะรู้ไหมว่าร้อนเป็นยังไง ถ้าไม่โดนไฟลวกเอง

พอเขาตอบจากประสบการณ์ที่เกิดจากปฏิบัติจริง มันเป็นของจริง เกิดขึ้นจริง คุณก็บอกว่าไม่ใช่ งงอ่ะ เอาไงแน่

เรายืนยันและสามารถบอกคุณได้มากกว่านี้ ถ้าใจคุณเปิดจริงๆ แต่ถ้าคุณอยากได้คำตอบแบบที่คุณอยากได้ ก็จนใจอ่ะ ให้ไม่ได้

หลายความเห็นข้างบนตอบคำถามคุณหมดแล้วจริงๆ

หลายคำตอบด้านบน แสดงให้เห็นว่า ตอบได้เพราะเคยมีประสบการณ์การปฏิบัติจริงๆ แล้วคุณยังไปกล่าวหาเขาว่าเขารู้ไม่จริง จึงทำให้คุณเข้าใจไม่ได้ โอวแม่เจ้า

พลิกตรรกะความคิดนิดนึงได้ไหม ตนเองได้ขาดตกบกพร่องตรงไหน อธิบายแล้วไม่เข้าใจสักที ยอมรับไหม

เขาแนะนำอะไรบ้าง ลองทำตามเขาดูซิ – ก็ให้เริ่มปฏิบัติไง

แล้วเริ่มจากไหนล่ะ-อ่ะ เราก็แนะนำว่า เริ่มจากพระอาจารย์สุรศักดิ์ก็ได้ แนวทางท่านสามารถให้คำตอบคุณได้

แต่เรามีครูบาอาจารย์ของเรา ทำให้เราเข้าใจคำว่าสติปัฏฐานแล้ว จากแต่ก่อนก็ไม่เข้าใจ ถ้าสนใจก็ถามมา

เปลี่ยนตรระกะทางความคิดได้ไหม อย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง คุณมาหาคำตอบจากที่นี่ไม่ใช่หรือ

คำตอบที่คือคำตอบที่แท้จริง ไม่ใช่คำตอบที่ " คุณคิดว่าคุณอยากจะได้ "

ลองทำตามแบบนี้ดูซิ เราเชื่อว่าที่คำตอบที่คุณอยากได้ มันจะมาเอง

โดยสรุป  สาวกของหลวงพ่อสุรศักดิ์ก็อธิบายไม่ได้ว่า “สติปัฏฐาน 4 เป็นทางสายเดียว/ทางสายเอกอย่างไร”  พวกนี้ก็สมองหมา ปัญญาควาย ท่องเป็นคำอาขยานว่า “ไปปฏิบัติก่อน”

ในทางวิชาธรรมกายนั้น  สามารถอธิบายได้ว่า สติปัฏฐาน  4 เป็นทางสายเดียวอย่างไร

ไม่ใช่แค่นั้น วิชาธรรมกายสามารถอธิบายได้ว่า โพธิปักขยธรรมเป็นทางสายเดียวอย่างไร

ประการสำคัญเลย ก็คือ วิชาธรรมกายสามารถอธิบายได้ว่า หัวข้อธรรมะทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์นั้น เป็นทางสายเดียวอย่างไร

นอกจากจะอธิบายได้ว่า เป็นทางสายเดียวอย่างไร ก็ยังสามารถอธิบายได้ว่า เป็นทางสายกลางอย่างไรอีกด้วย

พูดง่ายก็คือ หัวข้อธรรมะทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ เป็นทางสายกลางสายเดียวอย่างไรนั้น วิชาธรรมกายสามารถอธิบายได้

คนที่เข้าใจวิชาธรรมกาย จึงไม่มีทางไปเรียนวิชาของพระพม่า หรือสาวกของพระพม่าโดยเด็ดขาด  คนที่ไปเรียนส่วนใหญ่ก็พวกสมองหมา ปัญญาควายทั้งสิ้น




อนุปัสนา


บทความนี้ต้องการที่จะเสนอว่า  การที่พระพม่าและสาวก “พิจารณาอิริยาบถใหญ่-อิริยาบทย่อยให้เป็นอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา” ไม่ได้เป็นทั้งวิปัสสนา และแม้ “อนุปัสสนา” ก็ไม่ใช่

เรียกว่า ผิดซ้ำผิดซาก ผิดแบบงี่เง่าค่อนข้างไปทางโง่เสียด้วย

เนื้อหาที่จะนำมาเป็นตัวอย่างนี้ มาจากหนังสือ วิปัสสนาธุระ ของท่านพระอาจารย์ ดร. ภัททันตา อาสภมหาเถระ เริ่มที่หน้า 172 –179  

อนิจจานุปัสสนา

อนิจจานุปัสสนา ปัญญาที่ พิจารณาเห็น ความไม่เที่ยงของรูป-นาม ที่เนื่องมาจาก การเห็นเป็นประจักษ์ แห่งการเกิดขึ้น และดับไป ในขณะที่กำหนดรูปนามอยู่นั่นแหละ

ปัญญานี้ ได้ชื่อว่า อนิจจานุปัสสนา


คำว่า “พิจารณาเห็น” ดังกล่าวเป็นการแปลที่ไม่ถูกต้อง เพราะ คนที่แปลไม่เชื่อว่า “มีการเห็น” ในการปฏิบัติธรรม 

ความเชื่อดังกล่าวไม่ได้มาจากศาสนาพุทธเอง แต่พวกนั้นเชื่อ “วิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนาพุทธ

ว่า “พิจารณาเห็น” ควรแปลว่า “ตามเห็น” หรือ “เห็นเนืองๆ” จะถูกต้องมากกว่า 

การแปลดังกล่าวนั้น  ยึดถือตามพจนานุกรม  กล่าวคือ คำว่า “อนุ” ในภาษาบาลีนั้น แปลเป็นภาษาไทย ดังนี้

อนุ คําประกอบหน้าศัพท์บาลีหรือสันสกฤตมีความหมายว่า
น้อย เช่น อนุทิศ = ทิศน้อย,
ภายหลัง, รุ่นหลัง, เช่น อนุชน = ชนรุ่นหลัง,
ตาม เช่น อนุวัต = เป็นไปตาม,
เนือง ๆ เช่น อนุศาสน์ สอนเนืองๆ คือ พรํ่าสอน. (ป., ส.).

คำว่า “อนุ” พจนานุกรมไม่ได้แปลว่า “พิจารณา

ดังนั้น ถ้ายึดกันตามพจนานุกรมกันอย่างจริงจังแล้ว  อนุปัสสนา ควรแปลว่า “ตามเห็น” หรือ “เห็นเนืองๆ” จะเหมาะสมว่า “พิจารณาเห็น

นอกจากนั้นแล้ว คำว่า “พิจารณาเห็น” นั้น พวกโง่ๆ จำนวนมาก ตีความผิดๆ ไปอีกเป็น “เข้าใจ” หรือ “รู้” โดย “ไม่มีการเห็น

ซึ่งความหมายผิดไปจาก คำว่า “อนุปัสนา” อย่างหน้ามือเป็นหลังเท้าทีเดียว

หลักฐานที่แสดงในเห็นว่า พระพม่าไม่รู้ ไม่เข้าใจในเรื่องนี้ก็คือ พอเห็นอะไรขึ้นมาในระหว่างปฏิบัติธรรม  ท่านก็ให้พิจารณาว่า “เห็นหนอ เห็นหนอ” ให้ “การเห็น” นั้นหายไป

แล้วมันจะเป็น “พิจารณาเห็น” หรือ “ตามเห็น” ได้อย่างไร  โง่กันทั้งพระพม่า และลูกศิษย์

เอาหลักฐานอีกแห่งหนึ่งจาก http://www.abhidhamonline.org/aphi/p9/076.htm

อนุปัสสนา

อนุปัสสนา แปลว่า ตามเห็น ตามดูให้เห็นแจ้ง หรือดูบ่อยๆ ซึ่งก็มี ๓ อย่างเหมือนกัน ดังมีคาถาที่ ๑๖ แสดงว่า

๑๖. อนิจฺจานุปสฺสนา จ ตโต ทุกฺขานุปสฺสนา อนตฺตานุปสฺสนา ติ ติสฺโส อนุปสฺสนา ฯ แต่นั้นพึงทราบ อนุปัสสนา ๓ คือ อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา

มีความหมายว่า พระโยคาวจร ผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีความเพียร หมั่นตั้งสติ มีสมาธิมั่นคง ไม่เผลอ บังเกิดปัญญา

เห็นแจ้งรูปธรรม นามธรรม มีความเกิดดับเป็นลักษณะ ปรากฏให้เห็นตามความเป็นจริงแห่งสภาวธรรมว่า

เป็น อนิจจัง - ไม่เที่ยง - จึงต้องดับไป ๆ
เป็น ทุกขัง - ทนอยู่ไม่ได้ - จึงต้องดับไป ๆ
เป็น อนัตตา - บังคับบัญชาไม่ได้ - จึงต้องดับไปๆ อยู่ทุกขณะ

ต่อแต่นี้ไปพระโยคาวจรพึงพิจารณาด้วยปัญญา ตามเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ อย่าง คือ

๑. อนิจจานุปัสสนา ตามเห็นรูปธรรมนามธรรม ที่เกิดดับอยู่ทุกขณะ ว่าไม่เที่ยง เหมาะใจในการดูอนิจจัง เพราะบุญญาธิการแต่ปางก่อนแรงด้วย สีล

๒. ทุกขานุปัสสนา ตามเห็นรูปธรรมนามธรรม ที่เกิดดับอยู่ทุกขณะ ว่าทนอยู่ไม่ได้ เหมาะใจในการดูทุกขัง เพราะบุญญาธิการแต่ปางก่อนแรงด้วย สมาธิ

๓. อนัตตานุปัสสนา ตามเห็นรูปธรรมนามธรรม ที่เกิดดับอยู่ทุกขณะว่า บังคับบัญชาไม่ได้ เหมาะใจในการดูอนัตตา เพราะบุญญาธิการแต่ปางก่อนแรงด้วย ปัญญา

การกำหนดจนเห็นไตรลักษณ์นี้ ย่อมเห็นแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะเห็นทั้ง ๓ อย่าง

เมื่อเห็นอย่างใดก็ได้ชื่อว่า เห็นแจ้งทั้ง ๓ อย่าง เพราะทั้ง ๓ อย่างนี้มีลักษณะที่สมคล้อยกัน กล่าวคือ

เพราะไม่เที่ยง จึงทนอยู่ไม่ได้ ที่ทนอยู่ไม่ได้ก็เพราะไม่เที่ยง ถ้าเที่ยงก็ทนอยู่ได้ ถ้าทนอยู่ได้ก็ถือว่าเที่ยงได้

ที่ไม่เที่ยงทนอยู่ไม่ได้ ก็เพราะบังคับบัญชาว่ากล่าวไม่ได้ ถ้าบังคับบัญชาว่ากล่าวได้ ก็จะบังคับบัญชาให้เที่ยงให้ทนอยู่ได้

เมื่อเห็นลักษณะใด ก็ตามดูลักษณะนั้นเรื่อยไป และนับตั้งแต่ได้เห็น ไตรลักษณ์ แห่งรูปนามเป็นต้นไป ได้ชื่อว่ามีปัญญาถึงขั้น วิปัสสนาญาณ แล้ว

ข้อความที่ยกมานั้น ไม่ถูกในหลายประเด็น แต่ที่ผมจะเน้นในบทความนี้ก็คือ จะเห็นว่า บทเรียนของพระอภิธรรม ซึ่งพระพม่ากับสาวก นับถือนัก นับถือหนา  ก็บอกว่า การพิจารณาพระไตรลักษณ์ต้องเห็น

แต่ก็อีกนั่นแหละ  ขนาดเขียนเองว่า “ตามเห็น” แต่พวกท่านก็ “ไม่ยอมเห็น”  พวกพระพม่านี่ก็โง่กันจริงๆ 

สรุปได้ว่า พระพม่านั้น นอกจากจะฉันทั้งวันแล้ว  ถูกต้องตัวผู้หญิงได้แล้ว  ยัง “โง่” อีก

คนไทยที่ไปเชื่อพระพม่า มันจะโง่ขนาดไหนก็คิดกันเอาเอง




สาวกหลวงพ่อสุรศักดิ์เข้ามาแจม [01]


ผมได้เกริ่นนำไปแล้วว่า มีคนตั้งกระทู้ที่พันธุ์ทิพย์ว่า “ทางสายเดียว/ทางสายเอกอย่างไร” และผมได้วิพากษ์วิจารณ์ไป 2-3 บทความหนึ่งแล้ว วันนี้มาว่ากันต่อ

หลังจากเสวนากันไปได้สักพักหนึ่ง  คุณ Smiling-girl ได้มาบอกลิงก์และเสนอวิดิโอของหลวงพ่อสุรศักดิ์ ดังนี้

ลองกดฟังดูนะคะ  ท่านพระมหาสมบัติ  เทศน์ได้น่าฟังดีค่ะ


ท่านหลวงพ่อสุรศักดิ์ ก็เทศน์ได้น่าจับใจมากค่ะ  (แต่แสงมืดไปหน่อย  ฟังเนื้อหาเอานะคะ)

ท่านเจ้าของกระทู้ ตอบมาว่า

“ไม่มีเวลาดูคลิป  อยากให้สรุปความรู้เอามาลงเลย จะได้เสวนากัน”

ต่อมาคุณกระต่ายน้อยดัดฟัน ลูกศิษย์ของหลวงพ่อสุรศักดิ์อีกคนหนึ่ง ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น ดังนี้

ไม่ได้มาตอบ แต่อยากฝาก จขกท. อยากให้จขกท. ที่สงสัย แล้วตั้งกระทู้นี้เพื่อถามให้คลายความสงสัยแล้ว

เมื่อได้คำตอบแล้ว คาดว่า คิดว่าอาจจะรู้เรื่องบ้าง หรือไม่รู้เรื่องบ้าง หรือรู้สึกว่าเข้าใจจริงๆ จากการได้อ่านคำตอบ

หรืออาจจะไปเปิดคลิปด้านบนฟัง แล้วก็พอใจที่ได้คำตอบ ฯลฯ ก็แล้วแต่ท่านจะรู้สึก

สุดท้าย ลงมือปฏิบัติ ปฏิบัติ ปฏิบัติ ปฏิบัติ นะคะ เพราะลำพังเพียงแค่อ่าน สิ่งที่ท่านอยากได้คำตอบ มันจะคนละเรื่องเลยกับการที่ท่านปฏิบัติแล้วเข้าใจด้วยตนเอง

ลองเริ่มหาแนวทางปฏิบัติจากหลวงพ่อสุรศักดิ์ก่อนก็ได้ค่ะ

คุณกระต่ายน้อยดัดฟันนี่ ชักชวนให้ไปปฏิบัติกับหลวงพ่อสุรศักดิ์อย่างเดียว

ในกระทู้มีการถกเถียงกันอยู่พักหนึ่ง  คุณ Smiling-girl ก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นอีก ดังนี้

สภาวธรรมที่ท่านๆ อธิบายให้นั้น  จะพึงเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นด้วยการ "ปฏิบัติ"

แต่อ่าน  11-1  แล้ว   รู้สึกได้ว่า  จขกท. เอาแต่ถาม  ไม่ลงมือปฏิบัติให้เห็นจริงด้วยตนเอง อยู่ในขั้นเจอวิจิกิจฉาเล่นงาน

เช่นเดียวกับ 5-1 เมื่อคุณไม่เสียเวลาฟัง  คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าที่เราสรุปให้ตรงกับที่พระท่านสอน เหมือนคุณให้สรุปเพื่อจะรอแย้งกลับเรา งูๆ ปลาๆ

แต่อ่านคำตอบจากคุณบ่อน้ำไม่รู้สึกถึงโทสะผ่านตัวอักษรเลยค่ะ

เจ้าของกระทู้ไปติดพันกับท่านผู้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นอื่นๆ อยู่อีกพักหนึ่ง คุณ Smiling-girl ก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นอีก ดังนี้

อยากได้คำอธิบายแบบถูกจิตถูกใจ  เชิญที่วัดมเหยงคณ์  หรือวัดบุญญาวาส  หรือวัดปทุมวนาราม  หรือวัดอัมพวัน  เลยค่ะ

ถามแบบอยากได้ความรู้  กับถามเพื่อโต้แย้ง   มันคนละฟิวกันนะคะคุณ

ไอ้ประเภทถามเพื่อโต้แย้งเนี่ย  เหล่าปริพาชก เหล่าเดียรถีย์ทำกันมาเยอะแล้ว  หลายครั้งพระพุทธเจ้าท่านนิ่ง ไม่เสวนาด้วยค่ะ

คุณ Smiling-girl นี่  น่าสงสัยว่า คงจะเริ่มเข้ามาสู่การปฏิบัติธรรมใหม่ๆ พอเจอใครก็จะชักชวนไปปฏิบัติธรรมอย่างเดียว

การถามของท่านเจ้าของกระทู้แบบนี้ ก็แสดงว่า ท่านเจ้าของกระทู้คงศึกษาศาสนามาพอสมควร ไม่ใช่มือใหม่ หน้าใหม่แบบไม่รู้อะไรเลย 

ท่านรู้มาพอสมควร แต่เริ่มสงสัย การสงสัยของท่านนั้น ก็สงสัยในระดับลึกพอสมควร  ก็ขนาดพวกอยู่ในพันธุ์ทิพย์มาเป็น  10  ปี ยังตอบไม่ถูก

คุณ Smiling-girl นี่ ชอบเป็นพวกดูเขาโต้แย้งกันก่อน พอได้ทีก็เข้ามาร่วมวง  คุณ Smiling-girl เข้ามาอีกครั้ง ด้วยข้อเขียน ดังนี้

อ้าววว ซาจี๊แล้วเนี่ย ทางสายเอก ทางสายเดียวกับวิธีการเดียว เหมือนกันหรือ ภาษาไทยแท้ๆ งง ตรงไหนเนี่ย

เหมือนคุณจะไปเชียงใหม่  คุณต้องเดินทางเท่านั้นจะเดินทางด้วยเท้า ด้วยรถยนต์ ด้วยรถไฟ หรือด้วยเครื่องบิน ก็ว่าไป

จะกาย  จะเวทนา  จะจิต  จะธรรม  ก็ว่าไป  ทั้งหมดก็ต้องใช้สติจับดู

แบบนี้น้อง ป.สี่  เข้าใจแล้วนะ   ส่วนคุณจะโอเคยังคะ

คุณ Smiling-girl นี่ก็ยังเข้าใจผิดเหมือนคนอื่นๆ คือ คิดว่า “สติ” เป็นทางสายเดียว 

การที่กล่าวว่า “สติจับดู กาย เวทนา จิต ธรรม” นั้น ไม่ใช่คำตอบของคำถามที่ว่า สติปัฏฐาน 4 เป็นทางสายเดียว/ทางสายเอกอย่างไร

คำตอบนั้น จะต้องอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า การตามเห็นกายในกาย  การตามเห็นเวทนาในเวทนา การตามเห็นจิตในจิต การตามเห็นธรรมในธรรมนั้น เป็นทางสายเดียวกันอย่างไร

ที่ยิ่งซับซ้อนไปกว่านั้นก็คือ การตามเห็นกายในกายนั้น มีทั้งในกายตัวเอง กับในกายของคนอื่น ซึ่งต้องอธิบายให้ได้ว่า เป็นทางสายเดียวอย่างไร